บทที่ 2 ผู้อุปการะที่แสนดี
รถยุโรปสีดำคันหรูชะลอจอดเทียบหน้ามุขคฤหาสน์ คนขับรถรีบเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารพร้อมโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“หนูปราง ลงมาสิลูก ถึงบ้านเราแล้ว” ชายวัยกลางคนก้าวลงไปยืนรอ พลางเอ่ยเรียกคนข้างใน
ปรางปวีร์สูดลมหายใจลึก ก้าวขาที่ยังคงสั่นเทาลงจากรถ สองมือเล็กบีบสายกระเป๋าเป้ใบเก่าแน่นจนชื้นเหงื่อ ความโอ่อ่าของสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์น คลาสสิก เสาหินอ่อนสูงตระหง่าน และโคมไฟระย้าที่มองทะลุกระจกบานใหญ่เข้าไป ทำเอาเธอรู้สึกหดเล็กลงเหลือตัวนิดเดียว มันตอกย้ำความแตกต่างระหว่างโลกของเธอกับเขาสิ้นดี
“เป็นอะไรไป ยืนนิ่งเชียว” เสียงทุ้มดึงเธอออกจากภวังค์
“บ้านคุณลุง... ใหญ่โตมากเลยนะคะ” เธอตอบเสียงแผ่ว ก้มมองรองเท้าผ้าใบมอซอของตัวเอง
“ปรางไม่กล้าเดินเข้าไปเลย กลัวทำพื้นเขาเลอะ”
“คิดอะไรแบบนั้น” เขาระบายยิ้ม เอื้อมมือแตะข้อศอกเธอเบาๆ
“ต่อไปนี้ที่นี่คือบ้านของหนูนะ ไม่ต้องเกร็ง ทำตัวตามสบายเถอะ ไป... เข้าบ้านกัน คนอื่นเขามารอรับแล้ว”
ปรางปวีร์จำใจก้าวตามแผ่นหลังกว้างเข้าไปด้านใน เมื่อประตูไม้สักเปิดออก สิ่งแรกที่เห็นคือกลุ่มคนเกือบยี่สิบชีวิตในชุดยูนิฟอร์มสีเรียบ ยืนเรียงหน้ากระดานรออยู่กลางโถงทางเดิน
“สวัสดีค่ะท่านประธาน / สวัสดีครับท่าน” เสียงทักทายดังก้องพร้อมกัน
“มารวมตัวกันครบแล้วใช่ไหม”
“ครบแล้วค่ะท่าน”
“ดีมาก” เขาขยับตัว ดันไหล่ปรางปวีร์ให้ก้าวขึ้นมายืนเคียงข้าง
“วันนี้ฉันมีคนสำคัญมาแนะนำ นี่คือหนูปรางปวีร์ ต่อไปนี้เขาจะเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้”
“เอ่อ... สวัสดีค่ะ” ปรางปวีร์ยกมือไหว้ประหม่า กวาดตามองกลุ่มคนที่จ้องมาเป็นจุดเดียว
“ฟังฉันให้ดีนะ” น้ำเสียงชายวัยกลางคนเปลี่ยนเป็นเฉียบขาด
“ฉันรับหนูปรางเข้ามาในฐานะลูกบุญธรรม เพราะฉะนั้นตั้งแต่วินาทีนี้ ทุกคนต้องเคารพและดูแลหนูปรางให้ดีที่สุด เหมือนเป็นเจ้านายอีกคน”
สิ้นประโยคประกาศิต เสียงซุบซิบก็ดังแว่วจากแถวหลังสุดทันที
“ลูกบุญธรรมเหรอพี่”
“ทำไมจู่ๆ รับเด็กที่ไหนมาเลี้ยง อายุน่าจะน้อยกว่าคุณตุลย์เยอะเลยนะ”
“หรือลูกเมียน้อยที่แอบซุกไว้”
“เงียบเดี๋ยวนี้!” เสียงตวาดกร้าวดังลั่นจนคนซุบซิบสะดุ้งเฮือก ก้มหน้าหนีสายตาดุดัน
“ถ้าฉันรู้ว่าใครกล้าปีนเกลียว นินทาลับหลัง หรือดูแลหนูปรางไม่ดี ฉันจะไล่ออกให้หมด! เข้าใจไหม!”
“เข้าใจค่ะท่าน! / เข้าใจครับท่าน!” ทุกคนประสานเสียงรับคำสั่งด้วยความกลัว
ท่านประธานกวาดตามองจับผิด ก่อนเอ่ยถาม
“ป้านิ่มไปไหน ทำไมไม่มายืนข้างหน้า”
“ดิฉันอยู่นี่ค่ะท่าน” หญิงสูงวัยในชุดยูนิฟอร์มที่ดูประณีตกว่าใครก้าวออกมา ใบหน้าเรียบเฉย ท่าทางเจ้าระเบียบ
“ป้านิ่ม จัดห้องนอนใหญ่ปีกขวาให้หนูปรางด้วยนะ แล้วหาเด็กหัวไวๆ มาคอยรับใช้ส่วนตัวสักคน”
“ห้องปีกขวา...” ป้านิ่มชะงัก คิ้วขมวดทันที
“แต่ห้องนั้นคุณตุลย์เคยสั่งเด็ดขาดไว้ว่าห้ามใครเข้าไปยุ่งนะคะท่าน”
“นี่บ้านฉัน! ฉันเป็นคนสั่ง อะไรที่สั่งก็ต้องทำตามนั้น อย่าให้ต้องพูดซ้ำ”
“รับทราบค่ะท่าน ดิฉันจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
หัวหน้าแม่บ้านค้อมศีรษะรับคำสั่ง ทว่าจังหวะที่เงยหน้าขึ้น เธอกลับลอบมองปรางปวีร์ด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
หลังจากการแนะนำตัวที่ชวนอึดอัดจบลง ท่านประธานก็พาหญิงสาวเดินลึกเข้ามายังห้องอาหารกว้างขวางเพื่อทานมื้อเย็น
บนโต๊ะไม้สักตัวยาวมีเพียงเธอกับเขานั่งอยู่ตรงข้ามกัน เสียงช้อนส้อมกระทบจานกระเบื้องเคลือบดังสะท้อนเบาๆ
“ลองชิมปลากะพงดูสิ ลุงจำได้ว่าหนูชอบกินปลา” เขาตักเนื้อปลาชิ้นโตวางลงบนจานของคนที่เอาแต่ก้มหน้า
“ขอบคุณค่ะคุณลุง” ปรางปวีร์ตอบเสียงแผ่ว จับช้อนส้อมแน่นจนเกร็ง
“แต่ปราง... กินไม่ค่อยลงเลยค่ะ”
“ฝืนกินหน่อยเถอะลูก ตั้งแต่เมื่อวานหนูแทบไม่ได้แตะข้าวเลยนะ ร่างกายจะรับไม่ไหวเอา” น้ำเสียงเขาห่วงใย
“หรืออาหารไม่ถูกปาก ให้แม่ครัวต้มข้าวต้มร้อนๆ มาให้ใหม่ไหม”
“ไม่ต้องค่ะคุณลุง! แค่นี้ก็เกรงใจแย่แล้ว” เธอรีบส่ายหน้า
“อาหารน่าทานมากค่ะ ปรางแค่ตื้อๆ... กลืนอะไรไม่ค่อยลง”
“ลุงเข้าใจ” เขาระบายยิ้มบาง เลื่อนแก้วน้ำผลไม้ไปใกล้
“งั้นซดซุปอุ่นๆ ก่อน จะได้คล่องคอ”
ปรางปวีร์ตักซุปเข้าปากอย่างเชื่องช้า รสชาติกลมกล่อมแทบไม่รู้รสเมื่อเทียบกับความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้น เธอลอบมองไปมุมห้อง เด็กรับใช้สามคนยืนประสานมืออยู่ตรงนั้น แม้จะพยายามกระซิบเสียงแผ่ว แต่ในห้องที่เงียบสนิท คำนินทาก็ยังลอยมาเข้าหู
“โอ๋ยิ่งกว่าอะไรดี... ลูกเมียน้อยชัวร์”
เคร้ง!
เจ้านายใหญ่กระแทกช้อนลงบนจานเสียงดังลั่น
“ถ้าว่างมายืนนินทาเจ้านาย ก็ไปขัดสระว่ายน้ำหลังบ้านให้หมด! ไปเดี๋ยวนี้!”
เด็กรับใช้ทั้งสามสะดุ้งเฮือก หน้าถอดสี รีบวิ่งออกไปทันที
“ไม่ต้องไปใส่ใจปากหอยปากปูนะหนูปราง ใครพูดไม่เข้าหู ลุงจัดการเอง” เขาหันมาปรับเสียงอ่อนลง
“คุณลุงคะ...” ปรางปวีร์วางช้อน ยกมือไหว้
“ปรางขอบคุณมากๆ ที่เมตตาให้ปรางมาอยู่ที่นี่ ปรางไม่รู้จะตอบแทนยังไงหมดเลยค่ะ”
“ไม่ต้องคิดเรื่องตอบแทน ลุงตั้งใจดูแลหนูจริงๆ ว่าแต่... เทอมหน้าขึ้นปีสีแล้ว ลงทะเบียนเรียนเรียบร้อยหรือยัง”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ปีสี่เหลือวิชาเรียนอีกแค่ไม่กี่ตัว ส่วนใหญ่จะเน้นทำโปรเจกต์จบกับเตรียมฝึกงานค่ะ”
“ดีเลย ขาดเหลืออะไรบอกลุงได้ตลอดนะ เดี๋ยวลุงให้เลขาโอนเงินเข้าบัญชีทุกเดือน เอาไว้ซื้อขนม ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ”
“ปรางมีเงินเก็บที่ทำงานพาร์ทไทม์อยู่บ้างค่ะ ไม่อยากรบกวนคุณลุงไปมากกว่านี้ แค่ให้ที่ซุกหัวนอนกับอาหารดีๆ ปรางก็เกรงใจแย่แล้วค่ะ”
“ดื้อจริงๆ” เขาส่ายหน้ายิ้มเอ็นดู
“ลุงเต็มใจให้ ถือเป็นค่าขนมจากพ่อก็แล้วกัน รับไว้เถอะนะ”
หญิงสาวยิ้มรับบางๆ แต่ในใจกลับหนักอึ้ง แม้เขาจะใจดีและอบอุ่นแค่ไหน แต่คฤหาสน์หลังนี้ก็โอ่อ่าและแปลกแยกเกินกว่าที่เธอจะกล้าเรียกว่า ‘บ้าน’ ได้เต็มปาก
สายตารังเกียจและคำครหาเมื่อครู่ยังดังก้อง ตอกย้ำสถานะของเธออย่างชัดเจน
ฉันต้องเจียมตัว... และจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้มีพระคุณท่านนี้เด็ดขาด
